วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

จากแม่ทาสู่เนปาลหิมาลประเทศ 1

การเดินทาง กับความรู้สึก…ที่อยากบอกเล่า…บนเส้นทางเนปาลกับการเดินทางเพียงลำพัง
จากอ้อมกอดหุบเขาแม่ทา สู่อ้อมกอดหิมาล เนปาลประเทศ ชีวิตก็ยังต้องเดินทางอยู่นั่นแล จนกว่าจะถึงปลายทางแห่งชีวิต………
สายลมพัดพรู….สู่ขุนเขา
คนเดินทางยังก้าวย่าง…สู่ภูผา
สายหมอกยังหยอกล้อคลอพนา
ตะวันยังมั่นสัญญากับ….อรุณ
หนาวยังเหน็บเจ็บเนื้อเหลือจะหนาว
เหงายังคงแฝงเงาใน ….แดดอุ่น
การรอคอยยังลอยคว้างอย่างเคยคุ้น
เพลงบท เก่ายัง กรุ่นอย่างคุ้นเคย……..

30 ตุลาคม 2550 ออกเดินทางสู่เนปาล ดินแดนในอ้อมกอดหิมาล ณ ที่ยอดเขาสูงที่สุดในโลก (หิมาลในความหมายของเนปาลคือภูเขาสูง)

นมัสเต….. เป็นคำทักทายของคนเนปาล แปลว่า สวัสดี
ท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บ อุณหภูมิอยู่ที่ 0-5 องศาเซลเซียส ในช่วงกลางเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนมกราคมเป็นช่วงที่หนาวที่สุด ฉันนั่งเขียนบทความเพื่อบอกเล่าถึงเพื่อนๆ
เกือบ 3 เดือนแล้วที่จากบ้านมา คิดถึงพ่อ แม่ ทุกคนที่เรารู้จัก คิดถึงอาหารที่บ้าน กับข้าวฝีมือแม่ คิดถึงทุกอย่างที่บ้านเรา…..อยากกลับบ้าน……..คิดถึง คิดถึง คิดถึง…….
ตอนนี้เก็บความคิดถึง เก็บคำว่า อยากกลับบ้าน เก็บใส่กล่องแล้วผูกไว้เก็บใส่ลิ้นชักหัวใจไว้ก่อน ไม่งั้นปุ้ยอยู่ไม่ครบ 10 เดือนแน่ๆ
ความรู้สึกติดลบอย่างมากในเดือนแรก มีแต่ความท้อใจ ทั้งเรื่องภาษาที่แย่ อาหารที่แตกต่าง สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ประเพณี สังคมในองค์กรใหม่ เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ๆ ทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องภาษาที่ทำให้ท้อใจมากที่สุด เพราะเมื่อการสื่อสาร มีปัญหาก็ทำให้ไม่สนุก เครียด โทรกลับบ้าน ประโยคแรกที่พูดกับพ่อ คือ “พ่ออยากกลับบ้าน” เราน้ำตาไหลแต่พยายามไม่ให้พ่อรู้ว่าเราร้องไห้ คำตอบที่พ่อตอบกลับมาก็คือลูกต้องอดทน ตัดสินใจที่จะมาแล้วก็ต้องอยู่ให้ครบตามกำหนด จากนั้นเราก็พยายามปรับแนวคิดใหม่คือ เราต้องอดทน คิดในเชิงบวกเข้าไว้ เราได้รับโอกาสในการหาประสบการณ์ที่ดีแล้วเราต้องสู้กับมัน และยึดหลักการในการดำเนินชีวิตของในหลวงคือ “ชีวิตนี้ฉันไม่เคยได้ทำงานเลยสักวัน ทุกวันเป็นวันที่สนุกหมด” ฉะนั้นเราต้องสนุกกับมัน ในทุกเรื่องที่จะเข้ามาหาเรา……..
แล้วความคิดใหม่ ความสนุกของวันใหม่ ก็เริ่มเดินทางต่อ………………
เราพักอยู่กับครอบครัวคนเนปาล มีความรู้สึกว่าเหมือนอยู่ที่บ้านเลยเพราะอยู่กัน 3 คน เราและสองสามีภรรยาที่เนปาล(เราเรียกพวกเขาว่าพ่อและแม่) มาอยู่ตั้งไกลสุภาษิตที่ว่า “ อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดายปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น” ก็ยังใช้ได้ดีในเนปาล อยู่กับเขาก็ต้องช่วยทำทุกอย่างที่ทำได้ เช่น ช่วยทำอาหาร ล้างจาน กวาดบ้าน บางมื้อก็ทำอาหารไทยให้เขากิน พวกเขาชอบมากโดยเฉพาะต้มยำ ทำชีวิตให้ง่ายที่สุด (Make life to easy) กิน อยู่ง่ายๆ อาหารไม่ชอบ ก็ต้องบอกว่าชอบ ไม่อร่อยก็ต้องบอกว่าอร่อยไว้ก่อน ทำไมรู้ไหม(ไม่งั้นก็อดกินสิ)
อาหารของคนเนปาล ชาผสมนม โรตี ผัดผัก แกงผัดผงกระหรี่มันอลู,ผัก เนื้อควาย ซุปถั่วต่างๆ และก็ข้าว(ข้าวที่นี่แข็งมาก) อาหารส่วนใหญ่เป็นพวกแป้ง สารอาหารที่ได้จะเป็นคาร์โบไฮเดรท และโปรตีนเป็นส่วนใหญ่
วัฒนธรรมประเพณี คนเนปาลส่วนใหญ่นับถือฮินดู และที่เหลือก็ถือทั้งศาสนาพุทธ และฮินดู วัวคือพระเจ้าถ้าเห็นวัวเดิน ดุ่ม ๆ บนถนน ก็ไม่ต้องตกใจไป เป็นเรื่องปกติ
ผู้คนในถิ่นนี้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยศรัทธาทุกบ้านจะมีห้องพระ คนที่นับถือทั้งสองศาสนา ในห้องพระก็จะมีทั้งพุทธและฮินดู ตั้งอยู่เคียงกัน ผู้คนต่างสักการบูชา ศาสดาและเทพเจ้า ตามความเชื่อของตนแม้มีความต่าง ทุกศาสนาล้วนเป็นที่พึ่งของคนทุกข์ชี้ทางไปสู่ความสว่าง สงบสันติ พอเพียง และมีความสุขในชีวิตเป็นที่สุด…
เสียงกระดิ่งดังทุกเช้าเย็นในห้องพระ ในตอนเช้าทำให้เราสะดุ้งตื่นทุกเช้า….. ช่วยให้ตื่นจากความฝันว่าตอนนี้นอนอยู่ที่เนปาลนะ ไม่ใช่ที่แม่ทา….. (คิดว่านอนอยู่ที่บ้านตัวเองทุกคืน)
กิจกรรมในแต่ละวัน ตื่นนอนเจ็ดโมงเช้า ช่วยทำกับข้าว กินข้าวเช้า แปดโมงครึ่งรีบปั่นจักรยานระยะทาง 3 กม. เพื่อไปเรียนภาษา บางเวลาเราก็ขี่จักรยาน บางเวลาจักรยานก็ขี่เรา (เป็นตลิ่งต้องจูง) เริ่มเรียนภาษาเนปาลีตั้งแต่เก้าโมงถึงสิบโมง ต่อด้วย ภาษาอังกฤษอีกหนึ่งชั่วโมง จากนั้นก็ปั่นจักรยานมาที่ทำงาน เริ่มทำงานก็ สิบเอ็ดโมงครึ่งถึงห้าโมงเย็น ที่เนปาลเริ่มทำงานสิบโมงถึงห้าโมงเย็นในช่วงหน้าหนาว ถ้าเป็นหน้าอื่นๆก็เลิกงานห้าโมงครึ่ง วันหยุดแค่วันเสาร์แค่วันเดียว
ในช่วงแรกยังไม่เน้นหนักเรื่องงานมากนัก (แต่ก็หนักนะ ก็ตรงที่ไม่รู้ภาษาไง) จะเป็นการเรียนภาษาทั้งสองภาษา อาจารย์ผู้สอนก็เป็นคนเนปาลสื่อสารโดยใช้ภาษาอังกฤษและภาษาเนปาลีในการสอน ภาษาอังกฤษยังพอผ่านตา แต่ก็คืนอาจารย์เกือบหมด ภาษาเนปาลีสิยากมาก เหมือนชาวเขาคุยกันเลย แบบว่าเราฟังไม่เข้าใจเลยออกเสียงในการพูดก็ยาก ชีวิตนี้ก็ตลกดีอาจารย์ผู้สอนถ่ายทอดจากภาษาอังกฤษสู่เนปาลีและอังกฤษ สนุกกันใหญ่เลย มัทนา ตัวอักษรต่างๆในหัว บินไปบินมาเลยละ ตอนนี้ก็เรียนมาได้ สองครอสแล้วแต่ก็ยังไม่เพียงพอ ก็ต้องฝึกกันต่อไปทั้งในชีวิตประจำวันที่ทำงาน ที่บ้าน ตลาด คิดเสียว่า ทุกๆ ที่คือห้องเรียน……ที่เราต้องใช้ฝึก
ตอนนี้เราอยู่ที่เมืองหลวงของเนปาลคือ เมืองกาธมันดุ เป็นประเทศเล็กๆ มีประชากร 25 ล้านคน ประเทศอยู่ในช่วงของกำลังพัฒนาแต่ก็ยังน้อยกว่าไทยมาก มีปัญหาเรื่องการเมืองตอนนี้ทางกษัตร์ยกอำนาจให้รัฐบาลดูแลแต่ทำงานไม่ดี ประชาชนก็อยากให้อำนาจอยู่ที่กษัตร์ มีเรื่องขัดแย้งกันภายในทำให้ประเทศพัฒนาได้ช้ามาก เพราะเศรษฐกิจก็ไม่ดี ทุกมุมของเนปาลมีแต่ทหารเดินตรวจตราเต็มไปหมด บางครั้งก็มีการประท้วง ปิดถนน ที่แล้วมาก็มีการวาง ระเบิด เจ็บ ตายไปหลายราย แต่เราไม่ไปร่วมประท้วงด้วยหลอกนะ
(ภูมิประเทศคล้ายๆ อยู่ที่ในเมืองเชียงใหม่ เพราะมีภูเขาล้อมล้อม) มีความวุ่นวาย ทั้งรถ(เสียงแตรดังตลอด) ทั้งผู้คน แม่น้ำเน่าเสียเพราะเต็มไปด้วยขยะ ถนนมีทั้งขยะ น้ำลายที่ทุกคนต่างบ้วนเหมือนยังกับว่าบ้วนแข่งกัน เดินไปที่ไหนก็เจอ ถ้ามัวเดินชมนกชมไม้เดินเหยียบ ทั้งอุจจาระคน อุจจาระหมา และอุจจาระวัว ไม่รู้ด้วย
ค่าครองชีพ ที่นี่พูดได้ว่ารายได้ต่ำ แต่ค่าใช้จ่ายสูง ทุกอย่างแพง ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ อาหาร ของใช้จิปาถะ เช่นก๊าชหุงต้มแพงกว่าบ้านเราอีก 1 ถัง 1,100 รูปี (ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ 660 บาทต่อถัง อัตราแลกเงิน 1 บาทแลกได้ 1.80 รูปี แต่ก็โชคดีที่นี่นำเข้าพวกสินค้าไทยอยู่บ้างก็พอจะหาซื้อได้ในบางอย่าง
เรื่องงานก็สนุกดี…..ค่อยๆ เดิน…ช้า ไปตามภาษาที่ยังต้องฝึกฝนอีกมากนะ(เครียดอยู่แต่พยายามสนุกกับมัน) ที่ผ่านมาก็ได้เยี่ยมกลุ่มสมาชิกเครือข่ายแฟร์เทรด กรุ๊ฟ เนปาล ของที่นี่ สมาชิกทั้งหมด 99 % ผลิตพวกงานฝีมือเกือบทั้งหมด เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฝ้าย ขนแกะ หนังสัตว์ กระดาษ เป็นต้น มีการผลิตเกี่ยวกับการเกษตรน้อยมากในกลุ่มที่พบก็เป็น Tea Spice Picker soap Nut มีทั้งที่ขอรับรองและไม่ขอรับรอง
ที่นี่ จะว่าไปก็คล้ายๆไทย ในบางเรื่อง เช่นที่ดินในการทำเกษตร ที่นี่นิยมขายที่ดินกันให้กับนายทุน เพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง คนรุ่นใหม่ไม่สนใจเรื่องเกษตร มุ่งหน้าแต่เข้ามาหางานทำในเมือง มีการใช้สารเคมีต่างๆ ในฟาร์ม ส่วนในเรื่องของเกษตรอินทรีย์ที่นี่ก็ยังมีการขับเคลื่อนไปช้ามาก เดินดูแถวตลาด ห้างร้าน ยังไม่พบ ผลผลิตอินทรีย์เลย อยากกินผัก ผลไม้ ที่ปลอดภัยหาไม่ได้เลย……….เฮ้อ
การเดินทางในครั้งนี้(ฉบับนี้) ขอหยุดพักให้หายเหนื่อยก่อนนะ……. เพื่อเก็บแรงเดินต่อ ….. ไว้เจอกันในการเดินทางครั้งหน้านะค่ะ เพื่อนๆ
บางช่วงเวลาของชีวิต ทำ และคิด ในเรื่องไร้สาระ(ทางที่ดี) เสียบ้าง จะได้มีเรี่ยวแรง ทำในสิ่งที่ดี ดีเพื่อตนเองและสังคมต่อไป. นมัสเต…

มัทนา อภัยมูล